ในการทำพลาสติกสานครั้งนี้ นางสาวนฤมล เลยไธสง ได้ถูกพลาสติกบาดมือขณะสานตะกร้าอยู่นั้น จนเกิดเลือดไหล แล้วหลังจากนั้นเลือดได้หยุดไหล ด้วยความใคร่รู้ จึงได้ศึกษาการแข็งตัวของเลือด ดังนี้
หากเนื้อเยื่อมีการฉีกขาดพร้อมกับหลอดเลือด ทำให้มีเลือดไหลออกมานอกหลอดเลือด หากเลือดไหลโดยไม่หยุดอาจทำให้ถึงตายได้ ทั้ง ๆ ที่บาดแผลที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่บาดแผลใหญ่โตนัก โดยปกติแล้วเลือดจะมีการแข็งตัวได้เอง ซึ่งเรียกว่า การแข็งตัวของเลือด (Blood clotting) ซึ่งเป็นการทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อเกิดบาดแผล โดยเซลล์ที่ฉีกขาดและเล็ดเลือดจะปล่อยเอนไซมทรอมโบพลสติน (Thromboplsatin) พร้อมกับแคลเซียมในเลือดจะกระตุ้นให้โพรทรอมบิน (Thrombin) ซึ่งสารนี้จะเปลี่ยนไฟบริโนเจน (Fibrinogen) ในน้ำเลือดให้เป็นไฟบริน (Fibrin) ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นใยเหนียว ๆ ประสานกันตรงที่หลอดเลือดเกิดการฉีกขาด ต่อมาจะมีเกล็ดเลือดมาเกาะติดกับร่างแหนี้ทำให้เลือดหยุดไหล
ในกรณีที่ไม่เกิดบาดแผลจะไม่เกิดการแข็งตัวของเลือด เพราะในหลอดเลือดมีสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด เช่น สารเฮพาริน (Heparin) ที่สร้างจากเม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิล ทำหน้าที่ยับยั้งการสร้างทรอมบินในกรณีในของคนที่เป็นโรคฮีโมฟิเลีย (Haemophilia) เมื่อเกิดบาดแผลเลือดจะไม่แข็งตัวหรือแข็งตัวได้น้อย มีสาเหตุมาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ใช้ในการแข็งตัวของเลือดมีไม่ครบหรือไม่เพียงพอ คนที่เป็นโรคนี้เวลาเกิดบาดแผลจะสูญเสียเลือดในปรืมาณมาก ในการเก็บเลือดที่บริจาค จำเป็นต้องเติมเกลือซิเตรทหรือแคลเซียมออกซาเลท ทำให้ขาดแคลเซียมที่จำเป็นในกระบวนการแข็งตัวของเลือด จึงไม่เกิดการแข็งตัวของเลือดที่เก็บ
หลังจากได้ศึกษาแล้ว ทำให้รู้ว่า เลือดมีการแข็งตัวเองโดยอัตโนมัติเมื่อเกิดบาดแผล และจากข้อมูลดังกล่าว ข้าพเจ้าได้อ้างอิงมาจาก หนังสือ คู่มือเตียมสอบ ชีววิทยา ม.4 เล่ม 2ผู้บันทึก:นางสาวอรปรียา วรกิจวัฒนา
รายชื่อสมาชิกในกลุ่ม
1.นายนันท์ธกิจ สุดสายเนตร เลขที่ 10
2.นางสาวนฤมล เลยไธสง เลขที่ 24
3.นางสาวเสวลักษณ์ ทวีรัตน์ เลขที่ 32
4.นางสาวอรปรียา วรกิจวัฒนา เลขที่ 34
5.นงสาวอัยลดา สุคนธชาติ เลขที่ 35
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1